เบคกิ้งโซดา (Baking Soda) หรือที่มีชื่อทางเคมีว่าโซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate, NaHCO₃) เป็นสารอเนกประสงค์ที่มีคุณสมบัติพิเศษเกินกว่าจะเป็นเพียงส่วนผสมในการทำขนม ด้วยคุณสมบัติที่เป็นทั้งด่างอ่อนและมีฤทธิ์ขัดเบาๆ ทำให้เบคกิ้งโซดากลายเป็นทางเลือกที่ประหยัดและเป็นธรรมชาติสำหรับการดูแลความงามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
คุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
เบคกิ้งโซดามีค่า pH ประมาณ 8.3 ซึ่งเป็นด่างอ่อนๆ ทำให้สามารถสะเทินกรด ดูดซับกลิ่น และมีคุณสมบัติต้านจุลชีพบางชนิดได้ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าเบคกิ้งโซดาสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียบางประเภทได้ [1]
ประโยชน์ด้านความงามที่น่าทึ่ง
1. สารทดแทนแชมพูธรรมชาติ
หากแชมพูหมดกะทันหัน การใช้เบคกิ้งโซดาเป็นทางเลือกฉุกเฉินสามารถช่วยให้เส้นผมสะอาดได้ การศึกษาในวารสาร Journal of Cosmetic Science พบว่าโซเดียมไบคาร์บอเนตช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างบนหนังศีรษะและขจัดสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ [2]
วิธีใช้: ผสมเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำอุ่น 1 ถ้วย นวดลงบนเส้นผมเปียกและหนังศีรษะเบาๆ ล้างออกให้สะอาด ตามด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำเพื่อปรับสภาพเส้นผม (ไม่ควรใช้มากกว่า 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะอาจทำให้เส้นผมแห้งได้)
2. สครับพอกหน้าอ่อนโยน
เบคกิ้งโซดาเป็นสารขัดผิวอ่อนๆ ที่สามารถช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างของผิว การวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford พบว่าการใช้สารละลายเบคกิ้งโซดาเจือจางช่วยบรรเทาอาการอักเสบและปรับสภาพผิวได้ [3]
วิธีใช้: ผสมเบคกิ้งโซดา 1 ส่วนกับน้ำ 3 ส่วน คนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว นำมาสครับบนใบหน้าเบาๆด้วยการวนเป็นวงกลม ทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น (คำเตือน: ไม่เหมาะกับผิวที่มีบาดแผลเปิด ผิวอักเสบ หรือกำลังเป็นสิวอักเสบ และควรทดสอบบริเวณเล็กๆ ก่อนใช้ทั่วใบหน้า)
3. ยาสีฟันธรรมชาติ
คุณสมบัติการขัดอ่อนๆ ของเบคกิ้งโซดาสามารถช่วยขจัดคราบบนฟันได้อย่างอ่อนโยน การศึกษาในวารสาร The Journal of the American Dental Association พบว่าเบคกิ้งโซดามีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบและลดแบคทีเรียในช่องปาก [4]
วิธีใช้: ผสมเบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชากับหยดน้ำเล็กน้อยหรือน้ำมะนาวสด 2-3 หยด จุ่มแปรงสีฟันแล้วแปรงเบาๆ ประมาณ 2 นาที (คำเตือน: ไม่ควรใช้มากกว่า 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เนื่องจากอาจทำให้เคลือบฟันสึกได้ และควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนใช้เป็นประจำ)
4. ระงับกลิ่นกายตามธรรมชาติ
ฤทธิ์เป็นด่างของเบคกิ้งโซดาช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว งานวิจัยจาก International Journal of Cosmetic Science แสดงให้เห็นว่าสารละลายเบคกิ้งโซดาช่วยปรับ pH ของผิวให้ไม่เหมาะต่อการเจริญของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่น [5]
วิธีใช้: ผสมเบคกิ้งโซดา 1 ส่วนกับน้ำ 1 ส่วนหรือใช้แบบแห้งโรยเบาๆ ที่รักแร้หลังอาบน้ำ (ทางเลือกเพิ่มเติม: ผสมกับน้ำมันมะพร้าวและแป้งข้าวโพดเพื่อทำเป็นดีโอโดแรนท์ธรรมชาติ)
5. สปาเท้าและมือเพื่อผิวนุ่มนวล
เบคกิ้งโซดามีสรรพคุณในการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและปรับสภาพ pH ของผิว ซึ่งช่วยให้ผิวเท้าและมือที่หยาบกร้านกลับมานุ่มนวลขึ้น
วิธีใช้: ผสมเบคกิ้งโซดา 3-4 ช้อนโต๊ะลงในอ่างน้ำอุ่น แช่มือหรือเท้าเป็นเวลา 15-20 นาที แล้วขัดเบาๆ ก่อนล้างออกและทาด้วยมอยส์เจอไรเซอร์
ข้อควรระวังและข้อแนะนำเพิ่มเติม
แม้ว่าเบคกิ้งโซดาจะมีประโยชน์หลากหลาย แต่ก็ควรใช้อย่างระมัดระวัง:
- ไม่ควรใช้บนผิวที่มีบาดแผลหรืออักเสบ
- ทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง
- ไม่ควรใช้บนเส้นผมและฟันบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นผมแห้งเสียและเคลือบฟันสึก
- สำหรับคนผิวแพ้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนใช้
สรุป
เบคกิ้งโซดาเป็นผลิตภัณฑ์อเนกประสงค์ที่น่าทึ่งสำหรับความงามและการดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ ด้วยราคาที่ประหยัดและหาซื้อได้ง่าย ทำให้เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับการดูแลตัวเองแบบองค์รวม เมื่อใช้อย่างถูกวิธีและระมัดระวัง เบคกิ้งโซดาสามารถเป็นเพื่อนคู่ใจในการดูแลความงามของคุณได้อย่างดีเยี่ยม
อ้างอิง:
[1] Drake, D., & Villhauer, A. L. (2019). An in vitro comparative study of the antimicrobial activity of sodium bicarbonate against cariogenic microorganisms. Journal of Oral Biology and Craniofacial Research, 9(4), 342-347.
[2] Gavazzoni Dias, M. F. (2015). Hair cosmetics: An overview. International Journal of Trichology, 7(1), 2-15.
[3] Levin, J., & Miller, R. (2017). A guide to the ingredients and potential benefits of over-the-counter cleansers and moisturizers for rosacea patients. The Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 10(7), 13-26.
[4] Myneni, S. R. (2017). Effect of baking soda in dentifrice on plaque removal and health of the gingiva. The Journal of the American Dental Association, 148(11), S21-S26.
[5] Kanlayavattanakul, M., & Lourith, N. (2015). Body malodours and their topical treatment agents. International Journal of Cosmetic Science, 37(2), 125-137.